บทความ » ส่งยานขึ้นสู่วงโคจรโลกเพื่อทดลองกำจัด ขยะอวกาศ โดยยาน RemoveDebris

ส่งยานขึ้นสู่วงโคจรโลกเพื่อทดลองกำจัด ขยะอวกาศ โดยยาน RemoveDebris

5 ธันวาคม 2017
38   0

ยาน RemoveDebris พร้อมแล้วที่จะปฏิบัติภารกิจที่ใช้ในการทดสอบวิธีการต่าง ๆ ในการกำจัด ขยะอวกาศ ที่โคจรอยู่รอบโลกราว 500,000 ชิ้น และมีน้ำหนักรวมกันถึง  7,500 ตัน เลยทีเดียว ซึ่งมีเป้าหมานที่จะป้องกันเหตน์ร้ายที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากขยะอวกาศพวกนี้

แบบจำลองเพื่อทดสอบปล่อยตาข่ายเำื่อกำจัด ขยะอวกาศ

แบบจำลองเพื่อทดสอบปล่อยตาข่ายเำื่อกำจัด ขยะอวกาศ

วิธีการในการกำจัดขยะอวกาศของยาน RemoveDebris นั้น จะใช้ตาข่ายยิงไปที่ดาวเทียมขนาดเล็กและยังทดสอบอีกว่าการใช้ฉมวกจับขยะอวกาศมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด

ยานกำจัดขยะอวกาศลำนี้ ได้ถูกประกอบขึ้นที่เมืองเซอร์รีย์ประเทศอังกฤษ และเตรียมที่จะส่งขึ้นไปปล่อยในวงโคจรโลกในช่วงต้นปี 2018 นี้ 

นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า ปัญหาสะสมขยะอวกาศที่กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้น จะทำให้ยานอวกาศและมนุษย์อวกาศที่ปฏิบัติงานมีความเสี่ยงสูงมากขึ้นจากการปะทะกับขยะอวากาศที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง

มีการประเมินว่า ในปัจจุบันมีขยะที่มนุษย์สร้างขึ้นอยู่ประมาณ 500,000 ชิ้นที่กำลังโคจรอยู่รอบโลก ตั้งแต่ดาวเทียมขนาดใหญ่ที่ปลดประจำการ รวมถึงตัวขับเคลื่อนพลังงานให้แก่จรวด น็อตและสลักชิ้นเล็กชิ้นน้อยอีกเป็นจำนวนมาก

เมื่อมีการชนกันของขยะอวกาศจะทำให้เกิดความเสียหายเพิ่มมากขึ้น และยังทำให้เกิดเศษชิ้นส่วนขยะในอวกาศเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ยาน RemoveDebris มีขนาดประมาณเท่ากับเครื่องซักผ้า ซึ่งบริษัทเซอร์รีย์แซทเทลไลต์เทคโนโลยี จำกัด (SSTL) ได้พัฒนาและเกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว

ภาพจำลองปริมาณขยะที่อยู่ในลงโคจรรอบโลก

ภาพจำลองปริมาณขยะที่อยู่ในลงโคจรรอบโลก

ดร.เจสัน ฟอร์ชอว์ ผู้จัดการโครงการคณะทำงานภารกิจ RemoveDebris ได้กล่าวว่า “ยานลำนี้จะเป็นหนึ่งในภารกิจแรก ๆ ของโลกในงานด้านกำจัดขยะอวกาศ เรามีเทคโนโลยีทางด้านนี้ แต่ยังไม่เคยได้ทดลองใช้งานในอวกาศมาก่อนเลย”

เมื่อเสร็จสมบูรณ์ยานอวกาศลำนี้จะถูกส่งไปยังสถานีอวกาศนานาชาติก่อน ด้วยจรวดนำส่งเสบียง จากนั้นนักบินอวกาศที่อยู่ที่นั้นจะปล่อยมันออกจากสถานีอวกาศเพื่อเริ่มการทดลองดังกล่าว

ยาน RemoveDebris จะมีขยะอวกาศติดไปบนยานด้วย คือดาวเทียมขนาดเล็ก มันจะปล่อยดาวเทียมเข้าสู่วงโคจร จากนั้นจะทดลองใช้ตาข่ายในการจับและดังมันกลับคืนมา

นอกจากนี้แล้วยานจะทดลองยิงฉมวกขนาดเล็กออกไปยังเป้าหมายที่กำหนดไว้ด้วย เพื่อดูว่าเทคโนโลยีนี้จะสามารถทำงานในสภาพไร้น้ำหนักได้แม่นยำมากน้อยแค่ไหน

นอกจากนั้นแล้ว มันก็จะทดสอบเทคโนโลยีการออกจากวงโคจรโลกในอนาคตอีกด้วย กล่าวคือในขณะที่ยานกำลังลดระดับลงมาสู่พื้นโลก มันก็จะปล่อยใบเรือขนาด 10 ตารางเมตร เพื่อช่วยในการเปลี่ยนความเร็วของยานอวกาศ เพื่อทำให้มั่นใจว่ายานจะเผาไหม้ขณะที่เข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลกจนหมด

ดร.ฟอร์ชอว์ ยังได้อธิบายอีกว่า “มันจะป้องกันยานอวกาศลำนี้ไม่ให้กลายไปเป็นขยะอวกาศเสียเอง”

ภารกิจการทดสอบครั้งนี้ มีมูลค่าประมาณ 700 ล้านบาท ซึ่งได้รับการคาดหวังว่าจะนำไปสู่ความพยายามที่จะกำจัดขยะอวกาศเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า ขณะนี้ขยะในอวกาศที่มีน้ำหนักรวมราว 7,500 ตัน กำลังจะถึงจุดวิกฤตแล้ว

ในปี 2012 ดาวเทียมของยุโรปที่มีชื่อว่า เอนวิแซท ที่มีขนาดใหญ่เท่ากับรถบัส 2 ชั้น ได้หยุดทำงานลงอย่างกะทันหัน แต่มันก็ยังโคจรรอบโลกอยู่ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะชนกับดาวเทียมสำคัญดวงอื่น ๆ ที่เข้ามาอยู่ในเส้นทางโคจรของมันอีกด้วย

ปีที่ผ่านมา เศษชิ้นส่วนขนาดเล็กทำให้เกิดรอยร้าวบนหน้าต่างของสถานีอวกาศนานาชาติ

ปีที่ผ่านมา เศษชิ้นส่วนขนาดเล็กทำให้เกิดรอยร้าวบนหน้าต่างของสถานีอวกาศนานาชาติ

ดร.ลูอิส อธิบายว่า “ขยะอวกาศชิ้นที่ใหญ่ที่สุด ถ้ามีอะไรมาชนมันเข้า มันก็จะทำให้เกิดเศษชิ้นส่วนขนาดเล็กอีกจำนวนหลายพันชิ้นขึ้นอีกด้วย”

เมื่อมีเศษขยะอวกาศที่เพิ่มมากขึ้น อาจมีความเสี่ยงสูงที่จะนำไปสู่การชนกันเพิ่มมากขึ้น ผลกระทบที่ลูกโช่ที่ต่อเนื่องกันนี้รู้จักกันในชื่อ เคสส์เลอร์ซินโดรม ซึ่งมีความกังวลกันว่า สุดท้ายแล้วพื้นที่โคจรในอวกาศจะไม่สามารถใช้ปฏิบัติการต่าง ๆ ได้อีกเลย

“สภาพแวดล้อมในอวกาศมีความสำคัญต่อบริการหลายอย่าง เช่น การนำร่อง การจับเวลา การสื่อสาร การพยากรณ์อากาศ และอื่น ๆอีกมาก” ดร.ลูอิส กล่าว

“กรณีที่อาจเลวร้ายที่สุดน่าจะเป็นการสูญเสียดาวเทียมที่สำคัญบางดวงไป นั่นก็หมายความว่า เราจะต้องย้อนกลับไปหลายสิบปี ในแง่ของเทคโนโลยีที่เราเห็นเป็นของตายในโลก”

สำนักงานอวกาศยุโรป กำลังพิจารณาดูว่า ดาวเทียมขนาดใหญ่อย่าง เอนวิแซท จะสามารถกำจัดออกจากวงโคจรได้อย่างไร และการกำจัดเศษชิ้นส่วนทีละชิ้นในอวกาศจะต้องใช้เงินจำนวนมาก และเป็นเรื่องยากมาก

ซึ่งในแนวทางปฏิบัติด้านอวกาศระหว่างประเทศได้ระบุว่า ดาวเทียมควรจะออกจากวงโคจรด้วยตัวเอง หลังจาก 25 ปี แต่เป็นเรื่องยากที่จะมั่นใจได้ว่าทุกคนจะปฏิบัติตามกฎนี้อย่างจริงจัง

ที่มาของข่าวและภาพ  www.bbc.com