บทความ » ค้นพบดาวเคราะห์ยักษ์โคจรรอบดาวฤกษ์แคระ

ค้นพบดาวเคราะห์ยักษ์โคจรรอบดาวฤกษ์แคระ

3 พฤศจิกายน 2017
69   0

หักล้างทุกทฤษฎี! นักดาราศาสตร์ได้มีการค้นพบดาวเคราะห์มวลมหาศาลได้เป็นบริวารดาวฤกษ์ขนาดเล็กมาก ก่อนหน้านี้นักดาราศาสตร์เคยระบุว่าระบบสุริยะแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้แน่

นักวิทยาศาสตร์สาขา ดาราศาสตร์ได้มีการค้นพบระบบสุริยะใหม่ ซึ่งศูนย์กลางเป็นดาวฤกษ์แคระ บริวารเป็นดาวเคราะห์ยักษ์ ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว ดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ไม่สามารถก่อตัวแ ละโคจรรอบดารฤกษ์ที่มีขนาดเล็กกว่าได้

ดาวเคราะห์นี้ชื่อว่า NGTS-1b มีขนาดใกล้เคียงกับดาวพฤหัสบดีในระบบสุริยะของเรา แต่ดาวเคราะห์ดวงนี้มีขนาดประมาณ 25 % ของเส้นรัศมีใหญ่กว่าของดาวฤกษ์ศูนย์กลางมาก

ดาวเคราะห์ดังกล่าวนี้มีเส้นรัศมีและมวลราวครึ่งหนึ่งของดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะของเรา และมีเนื้อสารเป็นก๊าซเกือบทั้งดวง

 สมาคมดาราศาสตร์อังกฤษ บอกว่า ตามทฤษฎีนั้น ดาวฤกษ์ขนาดเล็กสามารถก่อให้เกิดดาวเคราะห์หินได้ แต่ไม่อาจสะสมมวลสารได้มากพอที่จะก่อให้เกิดดาวเคราะห์ขนาดเท่าดาวพฤหัสบดีของเราได้

ดาวเคราะห์ทั้งหลายล้วนก่อตัวขึ้นจากก๊าซและฝุ่นภายในแผ่นจานสะสมสารที่หมุนรอบดาวฤกษ์เกิดใหม่ภายหลังการระเบิด มวลสารได้เกาะกลุ่มกันด้วยแรงโน้มถ่วงจนกระทั่งกลายเป็นดาวเคราะห์

ดาวเคราะห์ดวงนี้ค้นพบด้วยกล้องดูดาว ชื่อ Next-Generation Transit Survey (NGTS) ในประเทศชิลี โดยสังเกตพบแสงจากดาวฤกษ์ที่หรุบมัวลงเมื่อดาวเคราะห์โคจรผ่านหน้า

“การค้นพบดาวเคราะห์ดวงนี้สร้างความประหลาดใจแก่พวกเราอย่างมาก ไม่เคยคาดคิดกันว่า ดาวเคราะห์ยักษ์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์แคระจะมีอยู่” แดเนียล เบย์ลิส หัวหน้าทีมวิจัย ซึ่งกำลังจะตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Monthly Notices of the Royal Astronomical Society บอก

นักวิจัยได้ใช้เครื่องมือพิเศษวัดการส่ายของดาวฤกษ์นี้ซึ่งเป็นผลจากแรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์ เพื่อคำนวณขนาด ตำแหน่ง และมวลของดาวเคราะห์ดวงดังกล่าว

และได้พบว่า ดาวเคราะห์ดังกล่าวได้โคจรใกล้กับดาวฤกษ์ใกล้มาก ระยะห่างเพียง 3 % ของระยะทางระหว่างโลกกถึงดวงอาทิตย์ มีคาบการโคจรรอบดาวฤกษ์แค่ 2.6 วัน หมายความว่า หนึ่งปีบนดาวเคราะห์ยักษ์ใช้เวลาเพียง 2 วันครึ่งบนโลกเท่านั้น

ระบบสุริยะใหม่นี้ ห่างจากโลก 600 ปีแสง อยู่ในกลุ่มดาวนกเขา ดาวฤกษ์ NGTS-1 จัดเป็นดาวแคระชนิด M Star ซึ่งเป็นดาวฤกษ์ที่พบได้ทั่วไปในจักรวาล.

ทีี่มา: AFP

รูปโดย:  Mark Garlick / University of Warwick / AFP